[x] ปิดหน้าต่างนี้
 

 

เอกลักษณ์ของท้องถิ่น
 
คำขวัญอำเภอพุนพิน
 
  เมืองแม่น้ำสองสาย         องค์นารายณ์ล้ำค่า        
   เจ้าพระยาท่าข้าม           ถิ่นงามสราญรมย์ 
   อุดมอัญมณีศรีวิชัย         เกรียงไกรสะพานจุล
 
เมืองแม่น้ำสองสาย 
          แม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอพุนพิน ได้แก่
          แม่น้ำตาปี เป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งของภาคใต้ ต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวง ระยะทาง ๒๓๒ กิโลเมตร ช่วงอำเภอพุนพินไหลผ่านตำบลตำบลกรูดซึ่งติดต่อกับอำเภอเคียนซาลงมา ผ่านตำบลท่าสะท้อน ตำบลเขาหัวควาย ตำบลท่าข้าม ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำตาปีและแม่น้ำพุมดวง    เข้าสู่เขตอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ไหลออกอ่าวไทย   เป็นแม่น้ำที่มีประโยชน์ทางด้านการคมนาคมและการเพาะปลูกมาแต่โบราณ แต่มักจะก่อให้เกิดอุทกภัยบ่อย ๆ สำหรับชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
          แม่น้ำพุมดวง เป็นสาขาของแม่น้ำตาปีไหลมาจากอำเภอ
บ้านตาขุน อำเภอคีรีรัฐนิคม ผ่านตำบลต่าง ๆ ของอำเภอพุนพินหลายตำบล ได้แก่ ตำบลบางงอน ตำบลบางเดือน ตำบลน้ำรอบ ตำบลบางมะเดื่อ ตำบลหนองไทร ตำบลท่าโรงช้าง มาบรรจบกับแม่น้ำตาปีที่ตำบลท่าข้าม ชื่อของพุมดวง มาจากชื่อของเจ้าเมืองคีรีรัฐ และเจ้าเมืองท่าทอง ซึ่งทั้งสองคือพุม และดวง ซึ่งเป็นคนลุ่มน้ำเดียวกัน จึงตั้งชื่อแม่น้ำนี้เป็นอนุสรณ์ เป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญทั้งทางด้านการคมนาคม การเพาะปลูกมานาน และเป็นทางผ่านข้ามคาบสมุทรอีกด้วย (ทศพล งานไพโรจน์. 2543 : 54)
 
แม่น้ำตาปี-พุมดวง 
 
องค์นารายณ์ล้ำค่า
          พระวิษณุศิลา ( พระนารายณ์ ) พบที่เขาศรีวิชัย
สูง 170 เซนติเมตร อายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 13 พระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเบิก พระโอษฐ์แย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระวรกายแสดงกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ พระอังสากว้าง บั้นพระองค์เล็ก ทรงสวมกีรีฏมุกุฏ (หมวกทรงกระบอก) ทรงสูง ทรงพระภูษาโจงยาว ขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภี คาดทับด้วยปั้นเหน่ง ผ้าผูกเป็นโบอยู่ด้านหน้า คาดผ้าพระโสภีเฉียงและผูกเป็นโบอยู่เหนือต้นพระเพลาขวา พระหัตถ์ขวาล่างชำรุด พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงพระคทา พระกรหลังทั้ง 2 ข้างหักหายไป ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

           

พระวิษณุศิลา ( พระนารายณ์ ) พบที่เขาศรีวิชัย สูงประมาณ 40 เซนติเมตร สภาพชำรุด พระเศียร พระกรหลัง 2 ข้าง และพระบาทหักหายไป อายุประมาณครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 13 พระวรกายแสดงกายวิภาคตามธรรมชาติ ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภี คาดรัดประคดผ้าทับ และผูกเป็นโบอยู่ด้านหน้า คาดผ้าพระโสภีเฉียง ผูกเป็นโบไว้ที่ต้นพระเพลาขวา พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือภู (ก้อนดิน) พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือคทา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช
                ชิ้นส่วนองค์พระวิษณุศิลา ( พระนารายณ์ ) พบที่เขาศรีวิชัย อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 12 ลักษณะคล้ายคลึงกับพระวิษณุที่ศาลพระนารายณ์ในเมืองเวียงสระ อำเภอเวียงสระ พระวรกายแสดงกายวิภาคที่ใกล้เคียงธรรมชาติ พระอังสากว้าง บั้นพระองค์คอด พระโสภีผาย ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมใต้พระนาภี และคาดผ้าพระโสภีเป็นแนวนอนผูกเป็นโบอยู่ด้านข้าง
พระวิษณุศิลา (พระนารายณ์)  พบที่เขาศรีวิชัย อายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 13 สภาพชำรุด พระเศียรและพระกรทั้งสี่ข้างหัก พระอังสากว้าง พระอุระเล็กสูง บั้นพระองค์คอด พระโสภีผาย ต้นพระเพลาใหญ่   พระชงฆ์ใหญ่ ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภี ไม่มีผ้าพระโสภี     ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุราษฎร์ธานี. 2544 : 73)

 

เจ้าพระยาท่าข้าม

            ที่ท่าข้าม ใครเข้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือแม้ว่าเกิดมาก็ได้ยินคนเขาเล่าเรื่องพญาท่าข้ามกันแล้ว ถามว่า พญาท่าข้ามเป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงเป็นพญาท่าข้าม เห็นจะตอบให้ชัดเจนและแน่นอนที่สุดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะถามไปถามมา ไม่ว่ารุ่นไหน อายุเท่าใด ก็ได้รับคำตอบเดียวกันว่า ไม่รู้เหมือนกัน เกิดมาจำความได้ก็เห็นศาลพญาท่าข้ามที่ริมน้ำต้นโพธิ์ ริมทางรถไฟแล้ว”
                ในตลาดท่าข้าม มีศาลพญาท่าข้ามถึง 2 แห่ง อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำตาปี ริมทางรถไฟข้างศาลเจ้าสุราษฎร์ อีกแห่งอยู่บริเวณวัดท่าข้าม ทั้งสองแห่งสงสัยว่า พญาท่าข้าม” หรือ “พระยาท่าข้าม” กันแน่ เพราะป้ายชื่อศาลที่ริมทางรถไฟใช้ว่า “พญาท่าข้าม” แต่วัดท่าข้ามเขียนว่า “พระยาท่าข้าม” แม้กระทั่งบางคนยังเขียนสับสนกันอยู่ “พระยา” คือ บรรดาศักดิ์ของขุนนางที่สูงกว่า “พระ” แต่ต่ำกว่า “เจ้าพระยา” ถือศักดินา 1,000-10,000 ไร่ ส่วนคำว่า “พญา” เป็นคำโบราณหมายถึงเจ้าแผ่นดิน ความเป็นใหญ่ หรือหัวหน้า ลองดูว่า ตำนาน พญาท่าข้าม หรือ พระยาท่าข้าม เป็นมาอย่างไร น่าจะใช้คำไหน
            พญาท่าข้าม เป็นตำนานที่เล่าสืบกันมานานว่า เมื่อครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา ทหารพม่าตีโรมรันเผาผลาญกรุงศรีอยุธยาแตกสลาย แม่ทัพนายกองต่างส้องสุมผู้คน รวมตัวแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าหลายชุมชน เช่น ก๊กพระยาฝาง ก๊กเจ้าพระยาตาก และอีกมากมาย ในสภาพที่บ้านแตกสาแหรกขาดต่างคิดกู้บ้านเมืองกันทั้งนั้น หนึ่งในก๊กเหล่านั้นมีนายทหารขุนพลฝีมือเยี่ยมทั้งทางรบ และเวทย์มนต์คาถา มาตั้งหลักพำนักที่บริเวณเนินสูงของบ้านท่าข้าม อำเภอพุนพิน (บริเวณควนท่าข้ามในปัจจุบัน) ไพร่พลที่อพยพมามากมายต่างจัดหาเสบียงอาหาร ตั้งหลักแหล่งทำไร่นาเป็นชุมชนขึ้นมา เรียกแถบที่ตั้งพำนักด้านล่างติดกับบนเนินสูงว่า นาศรีสงคราม”
                ขุนศึกคนนี้มีตำแหน่งเป็นพระยา เมื่อมาอยู่ที่ท่าข้ามได้จัดสร้างเครื่องรางของขลัง เป็นพระเนื้อดินเผา โดยเฉพาะพระยอดขุนพล เพื่อแจกจ่ายบำรุงขวัญในยามรบทัพจับศึก พระยาคนนี้มีวิชาอาคมกลายร่างเป็นเสือ หรือจระเข้ได้ ได้กลายร่างเป็นจระเข้ลงสู่แม่น้ำตาปี อาศัยอยู่ในบริเวณถ้ำใต้น้ำ (บริเวณศาลพญาท่าข้ามริมทางรถไฟปัจจุบัน) ว่ากันว่าตรงนั้นมีถ้ำใต้น้ำยาวกว่าสิบกิโลเมตร เคยมีคนเอามะพร้าวทาสีแดงผูกติดกันแล้วโยนเข้าปากถ้ำ ปรากฏว่ามะพร้าวไปโผล่ออกที่บ้านเกาะเหนอ เขตอำเภอเมืองโน่นทีเดียว ถามว่าใครเป็นคนเอามะพร้าวลงไปยัดใส่ที่ปากถ้ำ ก็ได้รับคำตอบว่า เขาเล่ามา”
                ขณะที่อยู่บ้านท่าข้าม พญาท่าข้ามมีภรรยาหนึ่งคน คือ แม่ยายถิน” ปัจุบันมีศาลอยู่ที่ริมถนนตาปีเจริญ ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลาแม่ยาย” เป็นที่เคารพของคนท่าข้ามอีกแห่งหนึ่ง ใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมักจะไปบนบานศาลกล่าว แก้บนด้วย ต้มเปียก 2 คนหาม คือ ข้าวจ้าวที่นำมาต้มให้เปียก ๆ คล้ายข้าวเหนียว แต่ใช้ข้าวจ้าวใส่สีน้ำตาล วิธีแก้บนต้องยกต้มเปียก 2 คนไม่ว่าจะเป็นถ้วยเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนก็ตาม จะยกคนเดียวไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้พญาท่าข้าม มีภรรยาสนมเอกในกรุงศรีอยุธยามาแล้วหนึ่งคน จากที่เชื่อกันว่า ถ้ำของพญาท่าข้ามยาวไปถึงเกาะเหนอนี่เอง ทำให้พญาท่าข้ามได้พบรักกับหญิงงามในละแวกนั้นอีกหนึ่งคนคือ “แม่ยายเกาะเหนอ” นอกจากนี้แล้วพญาท่าข้ามซึ่งเป็นจระเข้เที่ยวล่องไปตามแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ไปพักพิงที่ไหน ก็ได้ผู้หญิงในท้องถิ่นนั้นเป็นภรรยาเสมอ เช่น “แม่ยายบางบาน” ที่ตำบลท่าโรงช้าง “แม่ยายบ้านนา” ที่ตำบลน้ำนิ่ง อำเภอบ้านนาเดิม พญาท่าข้ามเที่ยวล่องไปทั่ว จนถึงเขตย่านดินแดง อำเภอพระแสง เกิดไปชอบพอกับ “แม่ยายปากปัน” มีเนื้อเป็นสีทอง ชาวบ้านเรียกว่า “แม่ศรีวันทอง” อันเป็นคู่ของพญายอดน้ำ เจ้าถิ่นซึ่งกลายร่างเป็นงู เกิดการสู้รบกันระหว่างพญาท่าข้ามกับพญายอดน้ำ ทำสงครามกันจนเลือดแดงฉานไปทั้งคุ้งน้ำตาปี นอกจากนี้แล้วพญาท่าข้ามยังได้ “แม่ยายระนอง” “แม่ยายถลาง” จังหวัดภูเก็ต และ “แม่ยายม่วงเอน” อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นภรรยาอีกด้วย นี่คือตำนานที่เล่ากันมา
                พญาท่าข้าม    ตำนานแห่งจระเข้ในเมืองพุนพิน     อีกมุมมองหนึ่งสมัยที่แม่น้ำตาปีมีจระเข้
ชุกชุม เป็นสัตว์ที่น่าหวาดผวากับชีวิตที่ต้องผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง คนรุ่นก่อน 60 ปีที่แล้ว คงจำได้ดีว่าตลาดท่าข้ามตรงไหนบ้างที่จระเข้มานอนเกยตลิ่งให้เห็นเป็นประจำ ยิ่งถ้าขึ้นไปแถวแม่น้ำพุมดวงแถวคลองอิปัน จระเข้ชุกชุมมาก เรือสมัยก่อนจึงต้องใช้ไม้ไผ่เป็นซีก ๆ ทำเป็นคอกล้อมกั้นเรือไว้ไม่ให้จระเข้คาบคนในเรือเอาไปกิน แต่ถ้าเป็นเรือมีประทุนก็ล้อมคอกเฉพาะที่คนยืนแจว
                ยิ่งเห็นได้ชัดว่าท่าข้ามมีจระเข้ชุมอย่างไร คุณลุงขอม แก้วนาเส็ง อยู่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลท่าข้าม เคยอ่านนิราศถลางของนายมี เมื่อเดินทางผ่านมาถึงท่าข้ามให้ฟังว่า
 
   “……ถึงท่าข้ามน้ำวนเป็นก้นกะทะ      เห็นขยะวนติดวารีศรี
         ที่ท่าข้ามคนข้ามไม่เห็นมี          ไม่เห็นที่คนข้ามน่าคร้ามกลัว
         เห็นศาลเจ้าเขาสร้างไว้ทางขวา  หัวกุมภาวางถวายไว้หลายหัว
         จระเข้เป็นเห็นว่ายอยู่หลายตัว    มองดูทั่วท่าข้ามน่าคร้ามจริง……”
 
         นิราศถลาง คำประพันธ์ของนายมี ศิษย์ของสุนทรภู่ ซึ่งประพันธ์ในแผ่นดินของรัชกาลที่ 3 ย่อมแสดงให้เห็นว่า ดินแดนแถบท่าข้ามชุกชุมไปด้วยจระเข้ ถือเป็นจ้าวแห่งแม่น้ำลำคลอง ความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามจนได้สมญานามว่า พญา” นี่เองที่ทำให้สายน้ำนี้น่าสะพรึงกลัวตามที่นายมีว่า “จระเข้เป็นเห็นว่ายอยู่หลายตัว        มองดูทั่วท่าข้ามน่าคร้ามจริง
         ศาลไม้เล็ก ๆ ริมฝั่งตาปีข้างศาลเจ้าสุราษฎร์ มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ จนกระทั่งชาวจีนแต้จิ๋วในตลาดท่าข้าม เข้ามาปรับปรุงศาลเจ้าที่เดิมทิ้งร้างไว้ ใกล้ต้นโพธิ์ และปรับปรุงสร้างอาคารหลังใหม่ใหญ่โตขึ้น พร้อมทั้งสร้างรูปปั้นขึ้นมาเพื่อบูชาดังที่เห็นทุกวันนี้
         คืนหนึ่ง นางฮั้ว เอกเพชร ได้ฝันว่าพญาท่าข้ามยังอยู่ปกปักษ์รักษาเมืองท่าข้าม จึงได้จัดทำพิธีเซ่นไหว้บูชาทุก ๆ เดือน 6 แต่ทำในช่วงตอนเย็น ปฏิบัติติดต่อกันมาหลายปี กระทั่ง นางนิวรรณา บูรณศิลป์ เดินทางกลับมาจากกรุงเทพ ฯ ได้แจ้งให้นายเชย เอกเพชร ทราบว่าขณะที่ตนไปกรุงเทพนั้น ได้มีการเข้าทรงพญาท่าข้าม ในร่างทรงบอกว่าคนที่ท่าข้ามเซ่นไหว้ผิด ๆ เพราะไปทำในช่วงใกล้พลบค่ำทำราวกับว่าตนเป็นผี จึงให้เปลี่ยนมาทำพิธีตอนเช้า ทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน 4 ของทุกปี พร้อมด้วยเครื่องเซ่นไหว้ มี หมูนอนตอง (หมูย่างที่รองด้วยใบตอง) ปลาช่อนแป๊ะซ๊ะ ข้าวเหนียว เป็ด ไก่ หัวมัน ขนุน และเครื่องบายศรี พร้อมด้วยมโนราห์ นางเชย เอกเพชร จึงได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชักชวนชาวท่าข้ามและผู้ที่ศรัทธา ปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว
                เหตุที่ต้องมีนางมโนราห์ เพราะเชื่อกันว่าพญาท่าข้ามชอบดูมโนราห์ การเซ่นไหว้แต่ละปี ว่ากันว่ายังเคยกลายร่างเป็นคนขึ้นมาชม บางครั้งขณะทำพิธีก็จะเข้าร่างชาวบ้าน คลานเป็นจระเข้ก็เคย
                พระครูโอภาสคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม มีความเห็นว่าตามนิราศถลางของนายมี ตอนที่กล่าวว่า เห็นศาลเจ้าเขาสร้างไว้ทางขวา 
หัวกุมภาวางถวายไว้หลายหัว” น่าเชื่อว่าศาลพญาท่าข้าม ต้องอยู่บริเวณวัดท่าข้าม จึงได้จัดสร้างศาลพระยาท่าข้าม ในที่ดินบริเวณวัดเมื่อปี 
พ.ศ. 2520  โดยหาทุนจัดสร้างจากการทำรูปเหรียญของพระยาท่าข้าม       ทำพิธีพุทธาภิเษกในวันเสาร์ 5 แต่ที่ดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐาน หรือร่องรอยอะไรของการมีศาลเดิม จึงต้องตรวจสอบว่า นายมีเขียนนิราศเรื่องนี้ ขณะที่ไปหรือกลับจากเมืองถลาง กันแน่
                คนท่าข้ามมีความเชื่อว่า พญาท่าข้าม คือผู้ที่คอยปกปักษ์คุ้มครองคนดี การบนบานศาลกล่าว คืออีกวิถีชีวิตหนึ่งของคนเมืองนี้ อันเป็นที่พึ่งทางใจ มีความผูกพัน ผสมกลมกลืนกระทั่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่ง ที่อยู่คู่สายน้ำตาปีและชาวท่าข้ามตลอดนานเท่านาน (ทศพล งานไพโรจน์.2543 : 67)

 

 
 
  ศาลพระยาท่าข้าม ที่วัดท่าข้าม 
 

 
ถิ่นงามสราญรมย์ 
พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้เสด็จประทับที่ควนท่าข้าม ได้มีกระแสพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งผู้แทนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้ประกาศพระราชปรารภชื่อเมืองไชยาที่ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเกิดความสับสนต่อการเรียก ทรงเห็นว่าที่บ้านดอนให้เรียกชื่อเมืองว่า “ไชยา” ส่วนที่ไชยานั้นให้เรียกว่า “พุมเรียง” ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนในการเรียกชื่อ พระองค์ทรงเห็นว่า สภาพภูมิศาสตร์ของเมืองนี้คล้ายคลึงกับเมือง “สุรัฎ” ในประเทศอินเดีย และมีแม่น้ำ “ตาปติ” ไหลผ่าน ประกอบกับเมืองไชยานี้มี แม่น้ำหลวงไหลผ่านเช่นเดียวกัน จึงพระราชทานนามเมืองให้ใหม่ว่า “สุราษฎร์ธานี”   เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2458 อีกหนึ่งเดือนถัดมาได้พระราชทานชื่อแม่น้ำหลวงใหม่ว่า “แม่น้ำตาปี” และพร้อมกันนั้นได้ย้ายที่ว่าการมณฑลจากชุมพรมาตั้งที่สุราษฎร์ธานี เรียกมณฑลใหม่ว่า “มณฑลสุราษฎร์” การเรียกชื่อมณฑลนี้ หลายท่านยังคงใช้และเข้าใจกันผิด โดยเรียกว่า “มณฑลสุราษฎร์ธานี” ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าจะใช้เรียกมณฑลต้องเรียก “มณฑลสุราษฎร์” แต่ถ้าเรียกชื่อจังหวัดที่อยู่ในมณฑลสุราษฎร์ ต้องเรียกจังหวัดสุราษฎร์ธานี อนึ่งพลับพลาที่ประทับแรมซึ่งเป็นพลับพลาที่ใหญ่มีห้องบรรทม ห้องทรงพระอักษร ห้องเสวย ฯลฯ และเรือนข้าราชบริพารรายรอบ ณ ตำบลท่าข้ามนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นสถานที่สงบร่มเย็น เหมาะแก่ภูมิศาสตร์ทั้งปวง จึงโปรดเกล้าพระราชทานนามว่า “พระตำหนักสราญรมย์” (90ปี สุราษฎร์ธานี นามพระราชทาน. 2548 : 42)

ในสวนสราญรมย์วันนั้น เมื่อ พ.ศ. 2458 แวดล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์นานาชนิด และเป็นเนินสูง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เลือกเอาสถานที่ควนท่าข้ามเป็นที่ประทับแรมของพระองค์ และเป็นการสร้างที่ประทับอย่างถาวรตลอดเรื่อยมาถึงการประทับแรมครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2460 ต่อมา 

    พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6
บริเวณโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ 
  

อุดมอัญมณีศรีวิชัย
เขาศรีวิชัย มีการค้นพบ ลูกปัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกปัดแก้วสีต่าง ๆ
 ได้แก่   สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว     สีเหลือง     สีส้ม     สีแดงเข้ม    
สีน้ำตาลแดง     สีดำ     และสีขาว    มีทั้งรูปทรงวงแหวน  
ทรงกระบอกสั้นและยาว ลูกปัดหินพบในปริมาณน้อยกว่า ส่วนใหญ่เป็นหินอาเกต   สีขาวสลับดำ   หินควอต์สีขาว และหินคาร์เนเลี่ยนสีส้ม   ลูกปัดทองคำทรงผลฟักทอง พบบ้างแต่จำนวนน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ ลูกปัดที่พบคล้ายคลึงกับลูกปัดที่พบในแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีสมัยทวาราวดีในภาคกลางของประเทศไทยทั่วไป

 


  เกรียงไกรสะพานจุล

 

                 สะพานจุล” หรือชื่อเต็มว่า “สะพานจุลจอมเกล้า ” ในแผ่นดินยุคพระพุทธเจ้าหลวง เหล่าประเทศตะวันตก ต่างหมายมองกลุ่มประเทศในแถบเอเชียหวังล่าเป็นประเทศในอาณานิคมเพื่อผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติในการพัฒนาประเทศของตน ประเทศไทยเองก็ไม่พ้นจากการถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคม  แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน ทำให้รอดพ้นจากการถูกล่าเป็นเมืองขึ้น การพัฒนาประเทศ การวางระเบียบบริหารราชการถูกกำหนดขึ้นมาอย่างเร่งรีบและมีแบบแผนเพื่อให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ
                ทางรถไฟสายใต้จากกรุงเทพสิ้นสุดที่นราธิวาส คืออีกผลพวงหนึ่งที่รัฐบาลในขณะนั้นเร่งสร้างขึ้น แม้ว่าจะมีโครงการในการก่อสร้างแล้วก็ตามแต่ผลของการขยายอิทธิพลของประเทศอังกฤษที่มีอยู่ในแถบมลายูและทำท่าว่าจะเข้ามามีอิทธิพลในสยาม ถึงกับขอเข้ามาสัมปทานสร้างทางรถไฟเข้ามาในไทรบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2446 แต่รัฐบาลได้ตอบปฏิเสธและเป็นปัจจัยที่เร่งเร้าให้การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ต้องดำเนินต่อไปหลังจากที่ได้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 โดยเริ่มจากสถานีธนบุรี ไปสิ้นสุดที่สถานีเพชรบุรี และเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2446 เนื่องด้วยปัญหาด้านการลงทุนจึงต้องชะงักลง
                ด้วยเหตุผลดังกล่าว พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช จึงได้ส่งมิสเตอร์กิตตินส์ เลขานุการกรมรถไฟทางหลวง กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และพระยาวจีสัตยารักษ์ ออกสำรวจการสร้างทางและกลับมาทูลรายงานว่า ต้องเร่งรีบการก่อสร้างโดยด่วนแต่ติดขัดอยู่ที่งบประมาณการก่อสร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้กู้เงินจากต่างชาติมาสร้างทางรถไฟสายเหนือแล้ว การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้คงมีเส้นทางเดียวคือกู้เงินจากรัฐบาลสหพันธรัฐมลายูของอังกฤษ โดยเจรจาแลกเปลี่ยนยอมยกสิทธิการปกครองและบังคับบัญชาในดินแดนไทรบุรี กลันตัน ปะลิส ตรังกานูและเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษ ซึ่งขณะนั้นอังกฤษกำลังรุกเร้าที่จะยึดครองดินอดนดังกล่าว จึงจำยอมต้องแลกกับสิทธบางประการโดยยึดหลักเสียนิ้วดีกว่าเสียมือ เสียมือดีกว่าเสียแขน รัฐบาลบาลสหพันธรัฐมลายูของอังกฤษ ยินยอมให้กู้เงินได้ไม่เกิน 4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี
                หลังกู้เงินได้แล้ว รัฐบาลโดยกรมรถไฟหลวง กระทรวงโยธาธิการได้แต่งตั้งให้ มิสเตอร์กิตตินส์ วิศวกรชาวอังกฤษเป็นผู้อำนวยการสร้างทางรถไฟสายใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 2452 โดยนำวิศวกรต่างชาติมาร่วมงานและกำหนดแผนเป็นช่วง ๆ ในช่วงที่ก่อสร้างทางจากชุมพรไปยังนครศรี
ธรรมราชระยะทาง   319   กิโลเมตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 ไปเสร็จสิ้นหลัง พ.ศ. 2458 การก่อสร้างทางต้องผ่านเมืองไชยา (สุราษฎร์ธานี)   และข้ามแม่น้ำสายสำคัญที่กว้างใหญ่สายหนึ่ง ที่ตำบลท่าข้าม คือแม่น้ำหลวง (แม่น้ำตาปี) จึงสร้างเป็นสะพานเหล็กรูปทรงโค้ง แบ่งเป็นสามช่วง ใช้สำหรับให้รถไฟแล่นผ่านอย่างเดียว เมื่อมาถึงการก่อสร้างตรงนี้ มิสเตอร์กิตตินส์ได้ถวายรายงานต่อกรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ว่าการก่อสร้างสะพานดังกล่าวต้องใช้งบประมาณ 149,364 บาท แต่ถ้าจะทำทางคนเดินเพิ่มขึ้นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 13,000 บาท รวมเป็นเงิน 162,364 บาท แต่ถ้าจะทำทางเกวียนใช้ข้ามด้วย ต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีก 148,610 บาท ทำให้ราคาสูงเกือบเท่ากับการสร้างสะพานรถไฟอย่างเดียว และในท้องถิ่นนี้ยังไม่ค่อยมีเกวียนใช้มากเหมือนสะพานข้ามแม่น้ำเพชรบุรี และราชบุรี อีกทั้งสะพานแห่งนี้อยู่ไกลกับที่ตั้งมณฑล ซึ่งสมัยนั้นเมืองไชยาขึ้นกับมณฑลชุมพร จึงยังไม่ควรทำทางเกวียนก่อน จึงขอพระบรมราชานุญาติจากองค์รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว สะพานข้ามแม่น้ำหลวงที่ตำบลท่าข้ามจึงไม่มีทางเกวียน
                ปี พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สุราษฎร์ธานี และรัฐบาลไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะอันมีญี่ปุ่นเป็นแกนนำ ทหารญี่ปุ่นได้ใช้บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำตาปี ที่ตำบลท่าข้าม  อำเภอพุนพิน เป็นจุดตั้งฐานทัพและกักกันเชลยศึกสงคราม และบริเวณนี้ยังเป็นเส้นทางลำเลียงพลไปสู่มลายู สิงคโปร์ และพม่าอีด้วย สะพานเหล็กที่ตั้งตระหง่านอยู่นี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำลายเส้นทางเดินทัพของทหารญี่ปุ่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้              
                ปี พ.ศ. 2486  ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรขณะนั้นมีเครื่องบินบี 24, บี – 29 และ บี – 52 ใช้ในการสงครามได้นำเครื่องบินบี – 24 บรรทุกระเบิดมาทิ้งทำลายสะพานแห่งนี้แต่ผิดเป้าหมาย ระเบิดตกลงข้าง ๆ สะพานเพียงแต่ชำรุด ญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกซ่อมแซมจนใช้การได้ หลังจากนั้นอีกไม่นานในปีเดียวกัน สัมพันธมิตรได้นำระเบิดร้อยมาเป็นพวงกับโซ่ พวงละประมาณ 5 ลูก ทิ้งลงมาระเบิดทำลายจนกระทั่งหักกลาง จมลงสู่แม่น้ำตาปีตัดเส้นทางทัพของญี่ปุ่นได้สำเร็จ จากนั้นได้นำระเบิดชนิดเดียวกัน มาทิ้งทำลายที่ตั้งถังน้ำมันของทหารญี่ปุ่นในตลาดท่าข้าม เป็นผลให้อาคารบ้านเรือน สถานีรถไฟ ถูกเผาผลาญวอดวาย ชีวิตผู้คนล้มตายและบาดเจ็บหลายสิบคน
                หลังสงครามสงบ รัฐบาลได้ทำการรื้อถอนสะพานที่ถูกทำลาย ออกมาวางไว้บริเวณสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี แล้วนำไปก่อสร้างเป็นสะพานข้ามคลองยันที่อำเภอคีรีรัฐนิคมทุกวันนี้ สำหรับสะพานใหม่นั้นรัฐบาลได้ว่าจ้างบริษัท CORMANLONG CO.LTD. ประเทศอังกฤษมาทำการซ่อมแซม ระหว่างรื้อถอนซากสะพานได้พบลูกระเบิดที่ตกค้างจำนวน 1 ลูก และได้กู้ขึ้นมานำไปทิ้งกลางทะเล การสร้างสะพานนี้ใช้ตอม่อเดิม แต่เปลี่ยนรูปทรงลักษณะใหม่ ไม่เป็นรูปทรงโค้งเหมือนเช่นเดิม โดยแบ่งแต่ละช่วงออกเป็น 3 ช่วง มีทางรถไฟ ทางคนเดิน และช่องกลางเว้นไว้สำหรับรองรับผิวจราจรทางรถยนต์ ใช้เวลาซ่อมสร้างประมาณ 6 ปี จึงแล้วเสร็จ ทำพิธีเปิดให้รถไฟแล่นผ่านได้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2496 และตั้งชื่อสะพานนี้ว่า “สะพานจุลจอมเกล้า” ในวันที่ทำพิธีเปิดนั้น ทางราชการมาตั้งปะรำทำพิธีพระตอนเช้า ที่บริเวณถนนราษฎร์บำรุงซอย 13 ในปัจจุบัน สมัยนั้นยังเป็นที่ลุ่มและดงป่าพง ต้นทองหลาง ข้าราชการหรือชาวบ้านที่มาร่วมงานถ้าไม่มาทางเรือ ก็ต้องเดินแหวกหญ้าคาป่าพงเข้ามา โดยมีหลวงเสรีเรืองฤทธิ์ ผู้ว่าการรถไฟมาเป็นประธานในพิธีเปิด
                สะพานจุลจอมเกล้า หรือที่เรียกกันว่า สะพานโค้ง” ถูกระเบิดทำลายเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้วสร้างใหม่ เปลี่ยนรูปทรงดังที่เห็นทุกวันนี้ แม้ว่ารูปทรงเปลี่ยนไป แต่ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็จะเรียกกันติดปากตามที่เคยเรียกกันเดิม ว่า “สะพานโค้ง” แม้กระทั่งชุมชนที่อยู่บริเวณนั้นก็เรียกว่า “ชุมชนใต้โค้ง” 
                ปี พ.ศ. 2453 มิสเตอร์กิตตินส์ วิศวกรชาวอังกฤษ ผู้อำนวยการสร้างทางรถไฟสายใต้ ได้มีรายงานถวายต่อกรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เมื่อครั้งที่สะพานข้ามแม่น้ำหลวง ตำบลท่าข้าม เมืองไชยา ว่า ที่ตำบลท่าข้ามห่างไกลจากที่ว่าการมณฑลและเมืองนี้ยังไม่มีเกวียนใช้ การก่อสร้างสะพานจึงไม่จำเป็นต้องทำทางเกวียนให้เปลืองงบประมาณ
                ปี พ.ศ. 2496 สะพานที่มิสเตอร์กิตตินส์ เป็นนายช่างคุมงาน ที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า สะพานโค้ง” ด้วยรูปทรงแท่งเหลี่ยม 3 ช่วง มีทั้งทางรถไฟ ทางคนเดิน และเว้นช่องกลางเพื่อรองรับการขยายผิวจราจรทางรถยนต์ เปิดใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2496 เรียกสะพานนี้ว่า “สะพานจุลจอมเกล้า” อยู่ในความดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย นอกจากสถานีรถไฟ และควนสราญรมย์แล้ว สะพานนี้จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของอำเภอพุนพินสำหรับคนในยุคนั้นทีเดียว ใครไปใครมาจากต่างอำเภอ ต้องชักชวนกันไปทานข้าวห่อและถ่ายรูปกันที่นั่นเสมอ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กรมทางหลวงได้ก่อสร้างถนนสาย 41 (ถนนสายเอเชีย) เมื่อการก่อสร้างมาถึงช่วงบ้านหนองขรี ได้มีการผนวกโครงการตัดถนนสาย 4153 เข้าสู่ตัวเมืองอำเภอพุนพิน ระยะทาง 8.534 กิโลเมตร โดยผ่านบ้านสระพัง บ้านดอนเนียง บ้านดอนกระถิน เมื่อถึงช่วงข้ามแม่น้ำตาปี จึงต้องใช้สะพานจุลจอมเกล้า ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย พื้นผิวดังกล่าวเป็นสองช่องทางจราจรที่นับวันการจราจรคับคั่งขึ้นทุกวัน
                นับจาก พ.ศ. 2453 ที่มิสเตอร์กิตตินส์ มีความเห็นว่า ตำบลท่าข้าม เมืองไชยา อยู่ห่างไกลที่ทำการมณฑล และท้องที่นี้ไม่มีเกวียนใช้ เวลาผ่านมาถึงวันนี้เกือบ 100 ปี วันที่ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน มีการจราจรหนาแน่น เป็นจุดรวมการคมนาคมทั้งทางบก น้ำ อากาศ สะพานจุลจอมเกล้าต้องรับน้ำหนักของรถยนต์จำนวนกว่า 15,000 คันต่อวัน เพื่อเชื่อมความเจริญระหว่างเมืองสู่เมือง ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุมีขึ้นแทบทุกวัน กรมทางหลวงจึงได้บูรณะถนนสายนี้ใหม่ จากสองช่องการจราจรเป็นหกช่องจราจร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา ด้วยงบประมาณ 208.27 ล้านบาท ส่วนในช่วงสะพานจุลจอมเกล้าซึ่งรับหน้าที่มานานแรมปีแล้ว สภาพที่ชำรุดและไม่สามารถขยายผิวจราจรได้ จึงต้องก่อสร้างสะพานขึ้นใหม่เพื่อรับกับแนวถนนที่ขยายผิวการจราจร และรับกันกับสะพานข้ามทางรถไฟที่สร้างใหม่และอยู่ใกล้กัน สะพานใหม่นี้ กรมทางหลวงได้มอบหมายให้ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 นครศรีธรรมราช ดำเนินการก่อสร้างเป็นแบบสะพานคู่ มี ๖ ช่องการจราจร ความยาว 450 เมตร ผิวการจราจรกว้างข้างละ 12 เมตร ขอบทางข้างละ 0.50 เมตร โดยใช้งบประมาณก่อสร้างสะพานคอนกรีตอัดแรง 2 สะพาน รวมทั้งสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 480.530 ล้านบาท เข้าเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2541 ตามแผนแล้วเสร็จวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ส่วนถนนช่วงต่อคอสะพาน ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุราษฎร์เรืองกิจ รับเหมาดำเนินการใช้งบประมาณ 51.927 ล้านบาท เริ่มสัญญาวันที่ 1 กันยายน 2542 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 25 สิงหาคม 2543 แต่การก่อสร้างดังกล่าวติดขัดในเรื่องการจัดการกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดิน จึงเกิดความล่าช้าในการก่อสร้าง    การก่อสร้างจึงต้องเร่งทำทั้งกลางวันและกลางคืน  ในที่สุดวันที่ 1 ตุลาคม 2543 
นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาทำพิธีเปิดสะพานใหม่นี้ มีการเดินเพื่อสุขภาพ ปล่อยปลาจำนวนนับหลายล้านตัวลงสู่แม่น้ำตาปี ภาคกลางคืนมีการแสดงดนตรี หนังตะลุง การละเล่นอื่น ๆ มากมาย และการชกมวยไทยโลก ประชาชนมาร่วมพิธีเปิดกันล้นหลามกับสะพานแห่งใหม่ ชื่อว่า “สะพานจุลจอมเกล้า 2” (ทศพล งานไพโรจน์. 2543 : 81)
 
 

 


 

 
 
 
 
 
 
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 






 
ห้องสมุดเพชรรัตน  อำเภอพุนพิน  ถนนจุลจอมเกล้า  ตำบลท่าข้าม  อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  84130  
โทร  0-7731-2153  0-7731-2957  โทรสาร  0-7731-1800 
kunsopis@hotmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   Southnfe   Version 2.03